สัตบุรุษ

posted on 03 Jun 2012 01:33 by takato  in Manager

สัตบุรุษ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สัตบุรุษ (อ่านว่า สัดบุหรุด) แปลว่า คนดี คนสงบ คนที่พร้อมมูลด้วยธรรม

สัตบุรุษ หมายถึงคนที่มีคุณธรรม คนที่เป็นสัมมาทิฐิ คนที่ประพฤติธรรมเป็นปกติ

สัตบุรุษ ในทางปฏิบัติคือคนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ

  1. เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการคือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา
  2. ไม่ปรึกษาอะไรที่เบียดเบียนตนและผู้อื่น
  3. ไม่คิดอะไรเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  4. ไม่พูดอะไรเพือเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  5. ไม่ทำอะไรเพือเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  6. มีความเห็นชอบ เป็นสัมมาทิฐิ
  7. ให้ทานโดยความเคารพ ไม่ให้แบบทิ้งขว้าง

สัตบุรุษและอสัตบุรุษ

โกศล อนุสิม
โกศล อนุสิม
 

คนในโลกมีมากมายหลายจำพวก สุดแท้แต่จะแยกแยะด้วยปัจจัยใด แต่ที่สุดแล้ว ก็มักแยกแยะตรงที่การเป็น "คนดี" กับ "คนไม่ดี"

ซึ่งคนดีในความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไปนั้น ก็คือ คนที่สร้างประโยชน์แก่ตนและคนอื่น ไม่ทำความเดือดร้อนแก่คนอื่น เคารพกฎหมาย ระเบียบสังคม มีศีลธรรมตามศาสนาของตน 

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสถึงลักษณะของคนดีไว้หลายกรณี หนึ่งนั้นคือ "สัตบุรุษ" ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายว่า "คนที่เป็นสัมมาทิฐิ คนดีน่านับถือ มีคุณธรรม ประพฤติอยู่ในศีลธรรม" สรุปว่าเป็นคนที่คิดดี พูดดี ทำดี ตามศีลธรรมและกติกาของสังคม และมีคู่ตรงกันข้าม คือ "อสัตบุรุษ" 

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่อง สัตบุรุษและอสัตบุรุษ ไว้ในหมวดบุคคล 4 ประเภท ตามลำดับดังนี้

1. คนที่เป็นอสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท สรุปแล้วก็คือทำไม่ดีไม่งามด้วยการละเมิดศีล 5 เป็นนิสัย

2. คนที่เป็นอสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ด้วยตนเองแล้ว ชักชวนผู้อื่นด้วย ลักทรัพย์ด้วยตนแล้วชักชวนผู้อื่นด้วย ประพฤติผิดในกามแล้วชักชวนผู้อื่นด้วย พูดเท็จแล้วชักชวนให้ผู้อื่นพูดเท็จด้วย ดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แล้วชักชวนผู้อื่นให้ดื่มด้วย เรียกได้ว่าตัวเองทำไม่ดีไม่งามแล้วยังชักชวนให้คนอื่นทำด้วย

3. คนที่เป็นสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติปาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท สรุปแล้ว ทำความดีด้วยการรักษาศีล 5 เป็นนิสัย

4. คนที่เป็นสัตบุรุษยิ่งกว่าสัตบุรุษ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติปาตแล้ว ชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากอทินนาทานแล้วชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารแล้ว ชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากมุสาวาทแล้วชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้วชักชวนผู้อื่นให้เว้นด้วย นั่นย่อมหมายความว่า ทำดีแล้ว ก็ชักชวนให้ผู้อื่นทำดีด้วย

โดยอาศัยคุณสมบัติที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ข้างต้นนั้น เราย่อมจะรู้ได้ว่าใครบ้างเป็นสัตบุรุษ ใครบ้างเป็นอสัตบุรุษ ซึ่งปัจจุบันนี้ข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมของคนในสังคม โดยเฉพาะคนที่มีฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ทั้งเบื้องลึกเบื้องหลัง ทั้งโดยพฤติกรรมที่บุคคลเหล่านั้นแสดงต่อหน้าสาธารณะ และที่มีการค้นคว้าขุดคุ้ยกันโดยสื่อสารมวลชน เช่น นักการเมืองที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นักธุรกิจที่คดโกง คนธรรมดาที่กระทำความผิด เป็นต้น  

สัตบุรุษย่อมเป็นที่ปรารถนาในทุกสังคม ทั้งในภาคราชการ ภาคเอกชน ทั้งในองค์กรของรัฐและองค์กรธุรกิจ หากมีสัตบุรุษเข้ามารับผิดชอบมากๆ แล้ว ย่อมจะนำพาสังคมไปสู่ความเจริญได้ ในทางตรงกันข้าม หากมีอสัตบุรุษเข้ามามีอำนาจมาก สังคมก็ย่อมจะเสื่อมลง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเตือนสติคนไทยมานับสิบปีแล้ว ว่า ให้สนับสนุนคนดีปกครองบ้านเมือง นั่นก็คือ การสนับสนุนให้สัตบุรุษมีอำนาจในสังคม เพื่อที่สัตบุรุษเหล่านั้นจะได้สร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการกีดกันให้บรรดาอสัตบุรุษได้หลุดพ้นไปจากวงจรอำนาจ จะได้ไม่ทำความเสียหายแก่สังคม

สังคมไทยวันนี้ที่มีแต่ความวุ่นวายอันเนื่องมาจากการกระทำของอสัตบุรุษในกาลที่ผ่านมา จึงต้องการสัตบุรุษเข้ามาบริหารจัดการรับผิดชอบสังคมในทุกระดับ โดยเฉพาะผู้นำระดับสูงที่มีหน้าที่บริหารจัดการประเทศ บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ยิ่งต้องการสัตบุรุษเป็นอย่างยิ่ง

ใครเป็นสัตบุรุษ ใครเป็นอสัตบุรุษ คนไทยส่วนมากคงรู้กันอยู่แล้ว ดังนั้น จงช่วยกันสนับสนุนสัตบุรุษให้ทำงานเพื่อประเทศชาติ และช่วยกันจำกัดบทบาทอำนาจของอสัตบุรุษทั้งหลายให้น้อยลง จะโดยวิธีใดนั้นคงไม่เกินปัญญาของเราๆ ท่านๆ ซึ่งได้พยายามทำกันอยู่แล้ว และขอให้ทำกันต่อไปตามกำลังที่จะทำได้ เชื่อแน่ว่า ในที่สุด สังคมเราก็จะก้าวไปสู่ความสงบสุขอีกครั้ง และเป็นสังคมที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม

แต่หากพวกเราทอดทิ้งสัตบุรุษ ก็หมายความว่า เราทอดทิ้งอนาคตของตนเอง

ธรรมของสัตบุรุษ



    พระกรณียกิจพระราชจริยวัตรของในหลวงทรงประกอบด้วยธรรมเป็นเอนกประการ ธรรมอันหนึ่งที่พระองค์ประพฤติดีแล้วคือข้อธรรมชื่อ สัปปุริสธรรม คือธรรมของสัตบุรุษ ทั้งพระองค์ยังโปรดสั่งสอนพสกนิกรให้ประพฤติธรรมนี้ เพื่อความสวัสดีมงคลและความเจริญของพสกนิกรเอง ซึ่งจะยกข้อธรรมบทนี้มาแสดง ดังนี้

 

สัปปุริสธรรม ๗ อย่าง

        ธรรมของสัตบุรุษเรียกว่า สัปปุริสธรรม มี ๗ อย่าง คือ

        ๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่น รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์

        ๒. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่น รู้จักว่าสุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้

        ๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตนว่า เราว่าโดยชาติ ตระกูล ยศ ศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้และคุณธรรมเพียงเท่านี้ ๆ แล้วประพฤติตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร

        ๔. มัตตัญญุตาความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบ และรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร


        ๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควร ในอันประกอบกิจนั้น ๆ

        ๖. ปริสัญญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน และกริยาที่จะต้องประพฤติต่อประชุมชนนั้นๆ ว่า หมู่นี้เมื่อเข้าไปหาจะต้องทำกริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ เป็นต้น


        ๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นคนดีควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น

สัปปุริสธรรมอีก ๗ อย่าง

        ๑. สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ อย่าง คือ มีศัรทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก เป็นคนมีความเพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา

        ๒. จะปรึกษาสิ่งใดกับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น

        ๓. จะคิดสิ่งใดก็ไม่คิดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น

        ๔. จะพูดสิ่งใดก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น

        ๕. จะทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น

        ๖. มีความเห็นชอบ มีเห็นว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น

        ๗. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้นไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทานพระบรมราชโชวาทให้พสกนิกรได้ประพฤติธรรมดังนี้

         “คนเราต้องเตรียมตัวเพื่อที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต แต่การเตรียมตัวนั้นก็มีความรู้ประกอบด้วย มีการฝึกนิสัยใจคอของตนให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ด้วย สิ่งที่สำคัญในการฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตคือ ต้องรู้จักตัวอง รู้ว่าตัวกำลังทำอะไร รู้ว่าตัวต้องการอะไร”

กระแสพระบรมราโชวาท พระราชทานก่นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่วันพุธที่ ๓ มกราคม ๒๕๑๖

        พระองค์ทรงสอนให้คนเรารู้จักตัวเอง การรู้ตัวเองนั้นนับเป็นความสำคัญมาก เพราะเมื่อรู้ตัวเองแล้วก็จะไม่เกิดความลืมตัว พอไม่ลืมตัวก็ไม่ทำผิด และจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง การรู้ตัวเองคือการมีสติ บุคคลที่ขาดสติจะคิดจะทำจะพูดสิ่งด็เป็นไปแต่ในทางเสื่อมทางเสียหาย เมื่อบุคคลมีสติจดจ่อกับงานที่ทำ งานนั้นก็จะไม่ผิดพลาด รู้ว่าเป้าหมายของตนคืออะไร ความต้องการของตนคืออะไร ก็จะไม่เดินออกนอกทางที่ตนตั้งเป้าหมายนั้น

        ที่บุคคลมีชีวิตไม่เจริญก็เพราะเดินออกนอกทางของตัวเอง ใจคออ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง จึงมีความเกียจคร้านทำการงาน มีความลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข เห็นแก่ความสนุกเพลิดเพลิน โดยไม่ทำงานเช่นนี้ บุคคลผู้ลืมตนจึงหาดีให้แกตนไม่ได้

         “การู้จักประมาณตน ได้แก่การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญา และความสามารถในด้านไหนเพียงใด และควรจะทำงานด้านไหน อย่างไร การรู้จักประมาณตนนี้จะทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ได้ถูกต้องเหมาะสมกับงาน และได้ประโยชน์สูงสุดเต็มตามประสิทธิภาพ ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงส่งเสริมศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองให้ยิ่งสูงขึ้น ส่วนการรู้จักประมาณสถานการณ์นั้น ได้แก่การู้จักพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ทราบชัดถึงความเป็นมาและที่เป็นอยู่ รวมทั้งที่คาดว่าจะเป็นไปในอนาคต การรู้จักประมาณสถานการณ์ได้นี้จะทำให้สามารถวางแผนและปฏิบัติการได้ถูกตรงกับปัญหา ทันแก่สถานการณ์และความจำเป็น อันจะทำให้งานที่ทำได้ประโยชน์ ที่สมบูรณ์คุ้มค่า การรู้จักประมาณตนและรู้จักประมาณสถานการณ์จึงเป็นอุปการะอย่างสำคัญ ที่จะเกื้อกูลให้บุคคลดำเนินชีวิตและกิจการงานไปได้อย่างราบรื่นและก้าวหน้า”


พระบรมราโชวาท พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๑

        พระองค์ทรงสอนให้พสกนิกรรู้จักประมาณตน ให้เป็นผู้รู้จักประมาณสถานการณ์ ก็คือการรู้จักเหตุรู้จักผล ให้ทำสิ่งต่างๆ ที่ถูกต้องตามหลักของเหตุและผล จึงได้รับผลดีอย่างที่ปราถนา

         “การที่เราจะฝึกตัวสำหรับชีวิต เราจะต้องรู้ว่าคนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ คนเราต้องสามารถที่จะติดต่อกับคนอื่น ร่วมแรงกันเพื่อที่จะให้แต่ละคนมีความมั่นคง ก็ต้องมีความมั่นคงของส่วมรวม ฉะนั้นการร่วมแรงนี้ก็เป็นหลักอย่างหนึ่งที่ทุกคนจะต้องฝึก หลักนี้ก็ได้มีอยู่ในหลักการของวิทยาลัยที่จะสอนให้สามารถร่วมแรงกับผู้อื่น การไปพัฒนาก็ดี การอยู่อย่างเช่นที่ได้เห็นในบ้านอนาคตที่ได้มีจัดอยู่ก็ดีเป็นการฝึกให้สามารถเห็นว่าจะใช้วิชาที่ได้เรียนในทางใดที่จะเหมาะสม และปฏิบัติตนอย่างไรถึงจะเหมาะสม คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราจะต้องฝึกให้สามารถที่จะเข้ากับคนอื่นและร่วมมือกับคนอื่น วิธีเข้ากับคนอื่น และร่วมกับคนอื่นจะต้องพยายามที่จะเข้าใจว่าสังคมเรา... คำว่าสังคมนี่ก็ไม่ได้หมายถึงสังคมที่จะไปเล่นสนุก ๆ เป็นสังคมหมายถึงชุมนุมหมู่ชนที่อยู่ด้วยกัน... จะอยู่กันได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางหลักวิชาสร้างสรรค์ขึ้นมา และทั้งอยู่ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยความเมตตาซึ่งกันและกัน”


 

กระแสพระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่วันพุธที่ ๓ มกราคม ๒๕๑๖

        พระองค์ทรงสอนให้พสกนิกรรู้จักประชุมชน ให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จำเป็นจะต้องมีสังคม อยู่ร่วมกับคนอื่น และร่วมกับผู้อื่นทำสิ่งดี ๆ ที่เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านและเป็นประโยชน์ต่อสังคม การจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้นั้นก็ต้องรู้จักและยอมรับในความต้องการของผู้อื่น และของสังคมที่ตนอยู่อาศัย จะต้องมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความเห็นอกเห็นใจ และมีเมตตาต่อกันบุคคลที่รู้จักประชุมชนเช่นนี้ ก็จะอยู่กับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข ทั้งยังความสุขความเจริญให้เกิดมีแก่ตนและคนอื่นได้

         “แม้จะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงเพียงใด ถ้าบกพร่องต่อการประมาณตนในทางปฏิบัติชอบ วิชาการต่างๆ ที่ได้เล่าเรียนมาจนสำเร็จนั้นก็ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถนำความเจริญมาสู่ตนและประเทศชาติสมดังความสามารถ”

 


 

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๐๔

        พระองค์ทรงตรัสธรรมอันสำคัญ คือให้พสกนิกรรู้จักตน รู้จักประมาณตนที่จะปฏิบัติตนให้ดีมีศิลมีธรรม และใช้วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่ตนมีไปในทางที่ดีที่ชอบประกอบไปด้วยประโยชน์ เมื่อบุคคลรู้จักประมาณตนได้ดังนี้แล้ว ความสุขความเจริญก็จะมีแก่ตนและคนอื่น แต่ถ้าผิดไปจากนี้ วิชาที่เล่าเรียนมาก็ไม่เกิดประโยชน์ กลับจะเป็นโทษเสียอีก เพราะบุคคลที่ขาดคุณธรรม ทั้งยังมีวิชาความรู้ความสามารถก็จะทำในสิ่งที่เสียหายร้ายแรงได้มากกว่าคนโง่เขลาเบาปัญญา

         “ความคิดนั้นสำคัญมาก ถือได้ว่าเป็นแม่บทใหญ่ของคำพูดและการกระทำทั้งปวง กล่าวคือถ้าคนเราคิดดี คิดถูกต้อง ทั้งตามหลักวิชาและคุณธรรม คำพูดและการกระทำก็เป็นไปในทางที่ดีที่เจริญ แต่ถ้าคิดไม่ดี ไม่ถูกต้อง คำพูดและการกระทำก็อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหายทั้งแก่ตัวเองและส่วนรวมได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่บุคคลจะพูดจะทำสิ่งใด จำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อนว่า กิจที่จะทำคำที่จะพูดนี้นผิดหรือถูก เป็นคุณประโยชน์หรือเป็นโทษเสียหาย เป็นสิ่งที่ควรพูด ควรกระทำ หรือควรงดเว้น เมื่อคิดพิจารณาได้ดังนี้ก็จะสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร หยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง พูดและทำแต่สิ่งที่จะสัมฤทธิผล เป็นคุณ เป็นประโยชน์ และเป็นความเจริญ”

 


พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันพุธที่ ๙ กรกฏาคม ๒๕๔๐

        สำหรับข้อธรรมของสัตบุรุษนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิบัติดีแล้วซึ่งเมื่อชาวไทยเราได้เห็นพระราชจริยาวัตรและพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่มีคุณต่อเมืองไทยและคนไทยเป็นเอนกประการอันเป็นผลมาจากพระองค์ทรงธรรมข้อนี้ ชาวไทยเราก็จะได้มีกำลังน้ำใจที่จะปฏิบัติตนตามข้อธรรมข้อนี้ เป็นการเจริญรอยตามย่างพระบาทของในหลวงที่ทรงแสดงให้เห็นถึงทางแห่งความเจริญนี้แล้ว เมื่อชาวไทยประพฤติตนได้ตามนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความกตัญญูต่อในหลวงต่อแผ่นดินไทยของพระองค์ เพราะพ่อหลวงของเราไม่ทรงปรารถนาใดนอกจากความสุขความเจริญของพสกนิกรของพระองค์


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

  • ธรรมะในพระบรมราโชวาท โดย ฮ.นิกฮูกี้ หน้า ๙๕-๑๐๑

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet